post

SCGเมืองทองยูไนเต็ด เเละ ความเป็นมา

SCGเมืองทองยูไนเต็ด ประวัติศาสตร์มายาวนานมีแฟนบอลที่เหนียวแน่นชื่อของสโมรฟุตบอล SCG เมืองทองยูไนเต็ดคงเป็นชื่อที่หลายต่อหลายคนนึกถึงมากเป็นอันดับแรกๆไม่แพ้สโมสรยักษ์ใหญ่จากแดนอีสานใต้อย่างบุรีรัมย์ยูไนเต็ดอย่างแน่นอนเนื่องจากสโมสรฟุตบอลแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งในสโมสรฟุตบอลยักษ์ใหญ่บนลีกสูงสุดของแดนสยามที่ประสบความสำเร็จมาแล้วอย่างมากมายแต่กว่าพวกเขาจะขึ้นมาเป็นหนึ่งในทีมที่ทุกคนยอมรับได้จนถึงทุกวันนี้พวกเขาต้องผ่านร้อนผ่านหนาวมามากพอสมควรโดยในวันนี้เราจะมาเล่าเรื่องราวและเส้นทางความสำเร็จต่างๆของพวกเขาให้ทุกท่านได้ทราบกันครับ

SCGเมืองทองยูไนเต็ด เริ่มก่อตั้ง

เมืองทองยูไนเต็ด เริ่มก่อตั้งทีมเมื่อปี พ.ศ 2532 โดยชื่อแรกที่พวกเขาใช้ขึ้นทะเบียนไว้กับสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยคือชื่อว่า ทีมโรงเรียนหนองจอกพิทยานุสรณ์โดยเริ่มทำการแข่งขันครั้งแรกที่ระดับถ้วยพระราชทาน ง. ซึ่งคือถ้วยที่เล็กที่สุดและเริ่มไต่เต้ามาเรื่อยๆจนขึ้นมาอยู่ในระดับไทยลีกดิวิชั่น 1 จนกระทั้งในฤดูกาล 2545-2546 สโมสรหนองจอกพิทยานุสรณ์ได้เปลี่ยนชื่อเป็นสโมสรไข่มุกดำหนองจอกและได้อดีตนักการเมืองชื่อดังคือคุณวีระ มุกสิพงศ์เข้ามาบริหารทีมแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จและได้เลิกการทำทีมไปและจากนั้นได้มีกลุ่มทุนอีกกลุ่มเข้ามาบริหารสโมสรในฤดูกาล 2546 -2547 และได้ทำการเปลี่ยนชื่อทีมอีกครั้งเป็นชื่อสโมสรฟุตบอลหลักทรัพย์โกลเบล็ค หนองจอกแต่ทีมก็ยังคงไม่ประสบความสำเร็จและได้ตกชั้นลงไปเล่นในระดับฟุตบอลถ้วยพระราชทานประเภท ข และในฤดูกาล 2547-2548 พวกเขาก็ได้เปลี่ยนชื่อทีมกลับไปใช้ชื่อเดิมคือทีมโรงเรียนหนองจอกพิทยานุสรณ์แต่ทีมก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

การเข้าร่วมฟุตบอลลีก ของ สโมสรฟุตบอลSCG เมืองทอง ยูไนเต็ด

สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยได้มีความคิดที่อยากจะยกระดับการแข่งขันฟุตบอลภายในประเทศขึ้นจึงได้ทำการยุบรวมการแข่งขันในระดับถ้วยพระราชทาน ข และ ค รวมกันเป็นลีกภูมิภาคดิวิชั่น 2 ทำให้สโมสรฟุตบอลโรงเรียนหนองจอกพิทยานุสรณ์ได้สิทธิ์ลงเล่นในการแข่งขันในระดับลีกดิวิชั่น 2 ของไทยเป็นครั้งแรกโดยได้ใช้ชื่อทีมทำการแข่งขันว่าเมืองทองหนองจอกยูไนเต็ดและได้ผู้สนับสนุนทีมคือคุณระวิ โหลทองเข้ามารับตำแหน่งประธานสโมสรและนี้เองจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จของพวกเขาโดยความสำเร็จแรกของสโมสรเมืองทองเกิดขึ้นในปี พ.ศ 2550 พวกเขาได้ผู้ฝึกสอนอย่างคุณนพพร เอกศาสตราและโรเบิร์ต โปรคูเลอร์เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมและในปีนี้เองสโมสรเมืองทองได้ชนะเลิศการแข่งขันในระดับลีกดิวิชั่น 2 ทำให้ได้สิทธิ์ในการเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในระดับลีกดิวิชั่น 1 ในฤดูกาล 2551 และจากความสำเร็จจากการเป็นแชมป์ในระดับลีกดิวิชั่น 2 ดังกล่าวส่งผลให้พวกเขามีงบประมาณในการทำทีมมากขึ้นพวกเขาจึงได้เริ่มเสริมทีมด้วยการดึงผู้เล่นเก่งๆเข้ามาในทีมมากมายจนปีนั้นเองสโมสรเมืองทองหนองจอกก็คว้าแชมป์การแข่งขันในระดับดิวิชั่น 1 ในได้สำเร็จจากนั้นพวกเขาจึงได้สิทธิ์ในการขึ้นมาเล่นในระดับลีกสูงสุดของประเทศในฤดูกาล 2552 และในปีนี้เองสโมสรเมืองทองหนองจอกได้ทำสิ่งที่ไม่เคยมีสโมสรฟุตบอลในไทยทำได้นั้นก็คือการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกจากการเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นครั้งแรกความสำเร็จดังกล่าวส่งผลให้สโมสรเมืองทองได้สร้างประวัติศาสตร์ให้แก่วงการณ์ฟุตบอลไทยนั้นก็คือเป็นทีมฟุตบอลทีมแรกที่สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลลีกของประเทศไทยโดยไล่จากลีกดิวิชั่น 2 ลีกดิวิชั่น 1 จนถึงลีกสูงสุดโดยใช้เวลาเพียง 3 ปีเท่านั้นโดยหลังจากคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้ไม่นานไม่กี่เดือนต่อมาพวกเขาก็ได้คว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยพระราชทานประเภท ก โดยสามารถเอาชนะสโมสรการท่าเรือไทยไปได้ 2 ประตูต่อ 0 และจากความสำเร็จนี้เองส่งผลให้สโมสรเมืองทองได้ยกระดับทีมขึ้นมาเป็นสโมสรยักษ์ใหญ่ของฟุตบอลลีกสูงสุดแดนสยามส่งผลให้พวกเขามีงบประมาณในการทำทีมมากขึ้นอีกทั้งยังได้ผู้เล่นทั้งในระดับทีมชาติและผู้เล่นต่างชาติที่มีฝีมือเข้ามาเสริมทีมเพื่อป้องกันแชมป์ในฤดูกาล 2553 และพวกเขาก็สามารถคว้าแชมป์ได้ในฤดูกาล 2553 ซึ่งเป็นการได้แชมป์ติดต่อกัน 2 สมัยทำให้สโมสรเมืองทองหนองจอกยูไนเต็ดได้ทำสถิติเทียบเท่ากับสโมสรบีอีซีเทโรศาสน และ สโมสรธนาคารกรุงไทย และสโมสรทหารอากาศจากความสำเร็จอย่างมากมายส่งผลให้ชื่อเสียงของสโมสรเมืองทองหนองจอกยูไนเต็ดเริ่มโด่งดังมากขึ้นทำให้

พ.ศ 2555 บริษัท SCG จึงเข้ามาทำสัญญาเป็นผู้สนับสนุนของทีมโดยมูลค่าของสัญญาดังกล่าวมีมูลค่ามากถึง 600 ล้านบาทและได้มีการเปลี่ยนชื่อสนามจากสนาม ยามาฮ่า สเตเดี้ยมมาเป็น SCG สเตเดี้ยม และชื่อทีมจากเมืองทองหนองจอกก็ได้เปลี่ยนมาเป็นสโมสร SCG เมืองทอง ยูไนเต็ด และโลโก้สโมสรก็ได้เปลี่ยนให้ตัวกิเลนทั้ง 2 ตัวมีขาชิดกันมากขึ้นกว่าเดิมและจากนั้นเป็นต้นมาชื่อของสโมสรเมืองทองยูไนเต็ดก็เป็นชื่อที่แฟนฟุตบอลไทยหลายคนรู้จักและชื่นชอบแม้ปัจจุบันพวกเขาไม่ได้เป็นทีมที่น่ากลัวเหมือนก่อนเพราะจากนโยบายเน้นปั้นดาวรุ่งแต่ก็ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าสโมสรจากความสำเร็จในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสโมสรแห่งนี้เป็นสโมสรยักษ์ใหญ่อีกทีมที่พร้อมจะมาแย่งแชมป์ในศึกการแข่งขันไทยลีกแทบทุกปี

Credit : UFABET

post

ประวัติความเป็นมา บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

ประวัติความเป็นมา บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เดิมคือ สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ พีอีเอ เป็นสโมสรที่มาจากสโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2513 โดยดร.วีระ ปิตรชาติ มีเป้าหมายเพื่อให้พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ออกกำลังกายและสร้างความสามัคคีร่วมกันในหมู่คณะต่อมาในปี พ.ศ. 2535 สโมสรเข้าร่วมการแข่งขันอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน ประเภท ง. โดยลงเล่น 3 ฤดูกาลก็ได้เลื่อนขึ้นไปเล่นในถ้วย ค. และลงเล่นอยู่ 2 ฤดูกาลก็ได้เลื่อนขึ้นไปเล่นถ้วย ข. และอีก 2 ฤดูกาลสโมสรก็สามารถเลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นในดิวิชั่น 1 ได้สำเร็จ

ประวัติความเป็นมา บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในปี2552 ได้มีการซื้อ สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ตามความต้องการของนักการเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ นายเนวิน ชิดชอบ ต้องการซื้อหุ้นฟุตบอลทีมฟุตบอลในไทยพรีเมียร์ลีก ให้ย้ายไปเล่นในนามจังหวัดบุรีรัมย์เป็นการชั่วคราว ในขณะเดียวกันก็สร้างทีมใหม่อีกหนึ่งทีม ไต่อันดับขึ้นมาจากดิวิชันต่ำสุด ในเบื้องต้นได้เจรจากับสโมสรฟุตบอลตำรวจ แต่ได้รับการปฏิเสธ นายเนวินได้มีการเจรจาในเบื้องต้นกับสโมสรฟุตบอลทีโอทีและสโมสรฟุตบอลทหารบก แต่ตกลงกันไม่ได้ ในที่สุดจึงได้มีการซื้อขายหุ้นของสโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคซึ่งมีผลงานสิ้นสุดฤดูกาลในอันดับที่ 9 ทางสโมสรได้ตกลงที่จะย้ายสนามแข่งจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาไปอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ หลังจากนั้นทางสโมสรได้เปลี่ยนแปลงชื่อทีมเป็นบุรีรัมย์-พีอีเอ พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทีมผู้บริหารทั้งหมดและทีมผู้ฝึกสอนบางส่วนกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหม่ ส่งผลให้มีการพัฒนาทีมอย่างมาก มีการนำระบบบริหารจัดการสโมสรฟุตบอลอาชีพเข้ามาใช้กับบริษัท เช่น การทำสัญญาจ้างนักฟุตบอล การเจรจา และทำสัญญาซื้อขายนักฟุตบอลด้วยสัญญามาตรฐาน การสร้างสนามฟุตบอลแห่งใหม่ตามมาตรฐานของบริษัทไทยพรีเมียร์ลีก จำกัด เพื่อใช้เป็นสนามเหย้า การจัดทำระบบบัญชี การเงิน กฎหมาย การตลาด การโฆษณา และการประชาสัมพันธ์ เต็มรูปแบบ เพื่อสร้างความนิยมให้แก่ทีมบุรีรัมย์ พีอีเอ และ ความน่าเชื่อถือแก่บริษัทผลจากการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการธุรกิจ และพัฒนาทีมอย่างจริงจัง ภายใต้นโยบายของนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรคนใหม่

ในปี2558 ถือว่าเป็นปีทองของปราสาทสายฟ้า สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์เนื่องจากได้มีการแข่งขันชนะคว้าแชมป์มาประดับตู้ได้ถึง5รางวัลจะตกรอบแบ่งกลุ่มของศึกเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีกก็ตาม ซึ่งก่อนที่ฤดูกาลนี้จะเริ่มต้น ปราสาทสายฟ้า

รายชื่อนักฟุตบอลประจำสโมสร ล่าสุ

ผู้รักษาประตู

  • ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ผู้รักษาประตู     เบอร์1
  • ยศพล เทียงดาห์    ผู้รักษาประตู เบอร์29 
  • นพพล ละครพล     ผู้รักษาประตู เบอร์59                                                 

กองหลัง

  • ชินวัฒน์ วงศ์ไชย    เซ็นเตอร์แบ็ค เบอร์16  
  • กรกช วิริยอุดมศิริ  เซ็นเตอร์แบ็ค เบอร์11                       
  • อับดุลฮาฟิส บือราเฮง     เซ็นเตอร์แบ็ค
  • อันเดรส ตูเญซ     เซ็นเตอร์แบ็ค เบอร์5
  • อภิวัฒน์ งั่วลำหิน  เซ็นเตอร์แบ้ค เบอร์18
  • ศรายุทธ สมพิมพ์ เซ็นเตอร์แบ้ค เบอร์33
  • แม็กซ์ ครีเวย์ เซ็นเตอร์แบ็ค เบอร์42
  • กฤษณะ ดาวกระจาย เซ็นเตอร์แบ็ค เบอร์ 50
  • พรรษา เหมวิบูลย์  เซ็นเตอร์แบ็ค เบอร์3
  • จักรพงษ์ สืบสมุทร   เซ็นเตอร์แบ็ค
  • ชิติพัทธ์ แทนกลาง เซ็นเตอร์แบ็ค เบอร์14
  • อมเรศ อมรเลิศศักดิ์   เซ็นเตอร์แบ็ค 
  • พนาเวท เกษละคร    แบ็คขวา    
  • นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม  แบ็คขวา เบอร์15
  • พศวีร์ เหมือนมาตย์    แบ็คขวา  
  • ศราวุธ มั่นจิตร แบ็คขวา                                                                                                                                                                            

  กองกลาง       

  • จอง แจ-ยอง   มิดฟิลด์ตัวรับ  เบอร์28 
  • ควิน อินเกรโซ       มิดฟิลด์ตัวรับ  เบอร์22  
  • อนุวัติ น้อยชื่นพันธ์ มิดฟิลด์ตัวรับ เบอร์31                                 
  • รัตนากร ใหม่คามิ  มิดฟิลด์ตัวรับ เบอร์8                                   
  • ศศลักษณ์ ไหประโคน   มิดฟิลด์ด้านซ้าย  เบอร์6 
  • พีรพัฒน์ ขมิ้นทอง  มิดฟิลด์ตัวกลาง                  
  • ธีรภักดิ์ เปรื่องนา มิดฟิลด์ตัวกลาง เบอร์64
  • จักรพันธ์ แก้วพรม มิดฟิลด์ตัวกลาง  เบอร์10
  • อิรฟาน ดอเลาะ     มิดฟิลด์ตัวรุก  เบอร์62
  • ยุทธพิชัย เลิศล้ำ    มิดฟิลด์ตัวรุก  
  • วัชรกร มะโนวร    มิดฟิลด์ตัวรุก เบอร์88  
  • สุภโชค สารชาติ     มิดฟิลด์ตัวรุก  เบอร์19
  • นาเซอร์ บาราซิต    มิดฟิลด์ตัวรุก เบอร์39                                                                                                                                                                                                           

กองหน้า

  • ศุภชัย ใจเด็ด         กองหน้าตัวต่ำ เบอร์ 9    
  • ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา กองหน้าตัวเป้า เบอร์ 54  
  • พงษ์ชนะ กองกิริต กองหน้าตัวเป้า                    
  • แบร์นาร์โด้ คูเอสต้า กองหน้าตัวเป้า เบอร์21                          
  • ริคาร์โด้ บูเอโน่ กองหน้าเป้า เบอร์99                                                                                              

ทีมงานประจำสโมสร

  • ประธานสโมสร นายเนวิน ชิดชอบ
  • ผู้จัดการทีม ชนน์ชนก ชิดชอบ
  • ผู้ฝึกสอน โบซีดาร์ บันโดวิช
post

ประวัติความเป็นมาของ ชลบุรีเอฟซี

ชลบุรีเอฟซี ได้มีการเปลื่ยนนโยบายการพัฒนาสโมสรฟุตบอล   โดยเน้นใช้ผู้เล่นเยาวชนของสโมสรมากขึ้น โดยได้เริ่มต้นตั้งแต่ฤดูกาล 2556 โดยส่ง สโมสรพานทอง เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลในระดับ ดิวิชัน 2 โดยนำนักฟุตบอลเยาวชนเข้าร่วม และพัฒนา ต่อยอดสู่สโมสรในอนาคต ต่อมาใน ฤดูกาล 2559 ได้แต่งตั้ง เทิดศักดิ์ ใจมั่น ขึ้นเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ของสโมสรฟุตบอลและพร้อมกับดันนักฟุตบอลเยาวชนของสโมสรขึ้นสู่ ทีมชุดใหญ่ โดยผลงานในสองฤดูกาลที่เทิดศักดิ์เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอน จบอันดับที่ 5 ในฤดูกาล 2559 และอันดับที่ 7 ในฤดูกาล 2560 ทำให้ เทิดศักดิ์ ใจมั่น ประกาศลาออกจากตำแหน่งหลังสิ้นสุดฤดูกาล

ผลงานแต่ฤดูกาลของ ชลบุรีเอฟซี

ฤดูกาล 2561

ต่อมา ผู้บริหารแต่งตั้ง โกรัน บาร์ยัคทาเรวิช ดำรงตำแหน่งผู้จัดการทีม ชลบุรีเอฟซี และแต่งตั้ง เทิดศักดิ์ ใจมั่น ดำรงตำแหน่งผู้ช่วย ต่อมา โกรันได้ลาออกจากตำแหน่งและได้แต่งตั้ง จักรพันธ์ ปั่นปี ขึ้นเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนแทน

ฤดูกาล 2562

ในฤดูกาล 2562 ทีมมีผลงานไม่ค่อยดีนักโดยหลังจากการแข่งขันทั้งสิ้น 13 นัด ทีมตกอยู่ในอันดับ 10 ของตาราง และตกรอบรายการเอฟเอคัพ จักรพันธ์ ปั่นปี จึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2562  ต่อมาบอร์ดบริหารสโมสรฟุตบอลตัดสินใจแต่งตั้งสะสม พบประเสริฐ ขึ้นเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนแทนสะสม พบประเสริฐ ได้ดึงตัวนักเตะมากประสบการณ์ เช่น ดัสกร ทองเหลา ธีรเทพ วิโนทัย สมปอง สอเหลบ มงคล นามนวด และสินทวีชัย หทัยรัตนกุล กลับมาช่วยประคองนักเตะเยาวชนที่มีอยู่ในทีม

ปัจจุบัน ชลบุรีเอฟซี มีผู้เล่นทั้งหมด 26 คน

  • เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ (กัปตันทีม) เบอร์ 10
  • นพนนท์ คชพลายุกต์ (รองกัปตันทีม) เบอร์ 2
  • คาร์ลี เดอ มูร์กา เบอร์ 3
  • ธีระพงศ์ ดีหามแห เบอร์ 4
  • กฤษดา กาแมน เบอร์ 5
  • ไคอง เบอร์7
  • วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ เบอร์8
  • ณัฐพงศ์ เปพาทย์ เบอร์ 13
  • ธีรเทพ วิโนทัย เบอร์ 14
  • กรวิทย์ นามวิเศษ เบอร์ 16
  • ศรุต ณะศรี เบอร์ 17
  • มงคล นามนวด เบอร์ 18
  • สหรัฐ สนธิสวัสดิ์ เบอร์ 19
  • เอกชัย ฤทธิพันธุ์ เบอร์ 20
  • สิทธิโชค ภาโส เบอร์21
  • คาซูโตะ คูชิดะ เบอร์ 22
  • ดราแกน บอสโควิช เบอร์ 23
  • ภานุพงศ์ พลซา เบอร์ 24
  • นราธิป เครือรัญญา เบอร์ 26
  • ฌูนีโอร์ โลเปส เบอร์ 33  
  • ชนินทร์ แซ่เอียะ เบอร์ 35
  • อดุล หละโสะ เบอร์  40
  • ณัฏฐยศ พลเยี่ยม  48
  • สัมพันธ์ เกษี เบอร์ 75
  • สินทวีชัย หทัยรัตนกุล เบอร์ 99
ชลบุรีเอฟซี

ทีมงานประจำสโมสร

  • บริษัท ชลบุรี เอฟ.ซี. จำกัด
  • ฝ่ายบริหาร
  • ประธานสโมสร คุณวิทยา คุณปลื้ม
  • รองประธานสโมสร คุณอรรณพ สิงห์โตทอง
  • ประธานฝ่ายพัฒนาเทคนิค คุณวิทยา เลาหกุล
  • ผู้อำนวยการฝ่ายต่างประเทศ คุณธนศักดิ์ สุระประเสริฐ
  • ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ คุณจีระศักดิ์ โจมทอง
  • ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ คุณพาทิศ สุภะพงศ์
  • ผู้อำนวยการฝ่ายสนับสนุนสโมสร  คุณอัตสึโอะ โอกุระ
  • เลขานุการสโมสร คุณธิติกร อาจวาริน
ชลบุรีเอฟซี

ฝ่ายเจ้าหน้าที่ทีมและเทคนิค

  • หัวหน้าผู้ฝึกสอน คุณสะสม พบประเสริฐ
  • ผู้ช่วยผู้ฝึกสอน คุณจักรพันธ์ ปั่นปี, พิภพ อ่อนโม้
  • ผู้ฝึกสอนผู้รักษาประตู คุณบุญคง อรรคบุตร
  • เจ้าหน้าที่ฟิตเนสเทรนนิ่ง  คุณโยเฮ ชิรากิ
  • แพทย์ประจำสโมสร คุณนายแพทย์รุ่งรัฐ จิตตการ
  • เจ้าหน้าที่บันทึกสถิติและวิเคราะห์เกม คุณมิซึโอะ คะโตะ
  • ผู้บันทึกสถิติและวิเคราะห์ คุณมิซึโอะ คาโตะ
  • หัวหน้ามีเดีย ประจำทีม “บอย บางปู” วรากรณ์ โสรัจภิญโญ